วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความขัดแย้งทางสังคม


ความขัดแย้งทางสังคม และความมั่นคงแห่งชาติในมิติใหม่
ปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติมี ๓ ระดับ คือ
1. ระดับความขัดแย้งในขั้นต้น เป็นความขัดแย้งเฉพาะหน้า ที่ต้องประเมินสถานการณ์ว่าจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ และมีทิศทางอย่างไร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ ทหารสามารถเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ได้
2.ระดับความขัดแย้งในเชิงโครงสร้าง เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในระบบต่าง ๆ ของสังคม ซึ่งต้องแก้ปัญหา ที่ระบบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
3.ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากแนวความคิดและการดำเนินวิถีชีวิตที่มีความแตก ต่างกัน ซึ่งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระดับนี้ต้องอาศัยระยะเวลา และต้องให้ความสำคัญกับคนทุกเชื้อชาติและทุกวัน

แนวทางการแก้ไขปัญหา


แนวทางการแก้ไขปัญหา

กรณีที่ปรากฏข่าวสารเผยแพร่ตามสื่อมวลชนต่างประเทศระบุว่าเจ้าหน้าที่ของไทยได้กระทำการในลักษณะละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มมุสลิมโรฮิงญาที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยโดยการผลักดันกลุ่มดังกล่าวออกจากเขตแดนทางทะเลของไทยด้วยเรือประมงที่ไม่ติดเครื่องยนต์แต่มอบอาหารและนํ้าให้อย่างเพียงพอกรณีดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มมุสลิมโรฮิงญาบางส่วนเสียชีวิตก่อนถึงฝั่งและข่าวสารข้างต้นได้ถูกกลุ่ม/องค์กรต่างๆนำไปเคลื่อนไหวผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพและประเทศนั้นสถาบันวิจัยทางยุทธศาสตร์สถาบันวิชาการป้องกันประเทศขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยกำหนดยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเป็น๓ห้วงคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในปัจจุบัน(Immediate Response) ระยะสั้นถึงปานกลาง (Redesigned Actions) และระยะยาว (Restructure)
๑. การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในปัจจุบัน (Immediate Response)
๑.๑รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายมาตรการและแนวทางปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาโรฮิงญาอย่างเป็นระบบตลอดจนดำเนินการต่อผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาดโดยมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการดำเนินการแก้ไข
๑.๒หารือ/ประชุมกับประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องอาทิพม่าบังกลาเทศมาเลเซียอินโดนีเซียและUNHCR เพื่อร่วมหาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะควรให้ภาพที่ชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รับภาระของปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองทางทะเลทั้งที่ไม่ได้เป็นประเทศผู้ก่อปัญหา
๑.๓นำประเด็นโรฮิงญาเข้าเสนอในการประชุม ASEAN SUMMIT ครั้งที่๑๔เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกันซึ่งผลจากการประชุมว่าด้วยการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนตามมาตรา๑๔ของกฎบัตรอาเซียนมีการตกลงชัดเจนว่าต้องจัดตั้งองค์กรเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานมนุษยชนอาเซียนขึ้นและมอบหมายให้คณะกรรมการจัดทำร่างขอบเขตของงาน(Terms of Reference: TOR) ขึ้นโดยหัวใจของร่างขอบเขตของงานคืออำนาจและหน้าที่ขององค์กรมี๒ประเด็นสำคัญคือการส่งเสริมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในอาเซียนเพื่อสร้างความตระหนักการพัฒนาบรรทัดฐานในเรื่องสิทธิมนุษยชนก่อนนอกจากนี้ต้องส่งเสริมให้อาเซียนเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาที่สำคัญเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนนอกจากนี้ยังจะนำเข้าสู่การประชุมกระบวนการบาหลี(Bali Process) เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาอีกด้วย๑.๔สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาคมโลกโดยยืนยันบนหลักการว่ากลุ่มโรฮิงญาเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย(Illegal migration) ที่มิใช่ผู้หนีภัยจากการสู้รบ(Displaced person from fighting) และมิใช่เป็นผู้อพยพ/ลี้ภัย (Refugee) ทางการไทยได้ปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญาอย่างชอบธรรมตามกรอบกฎหมายของไทยมิได้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังที่สื่อต่างประเทศกล่าวอ้าง
๑.๕กรณีที่มีข้อเรียกร้องให้จัดตั้งศูนย์พักพิงหรือศูนย์ผู้ลี้ภัยให้แก่ชาวโรฮิงญาทางการไทยควรยืนยันจุดยืนที่เห็นพ้องร่วมกับUNHCR ว่าสถานภาพของชาวโรฮิงญาคือผู้อพยพเพื่อเหตุผลด้านเศรษฐกิจไม่เข้าข่ายผู้ลี้ภัยและอาจยอมรับให้พักพิงได้ชั่วคราวในระยะสั้นด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศที่สามเท่านั้น
๑.๖เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเคร่งครัดในการปฏิบัติงานตามรปจ.กฎหมายและหลักมนุษยธรรมตามความเหมาะสม
๑.๗เร่งปราบปรามเจ้าหน้าที่และผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายและค้ามนุษย์อย่างจริงจังและเด็ดขาด
๒. การแก้ไขปัญหาในระยะสั้นถึงปานกลาง(Redesigned Actions)
๒.๑เพิ่มความเข้มในการปฏิบัติงานทั้งทางบกและทางทะเลโดยทางบกเพิ่มกำลังลาดตระเวนตามแนวชายแดนที่คาดว่าจะมีผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายส่วนทางทะเลต้องเพิ่มการลาดตระเวนทางทะเลและต้องกำหนดกฎการปฏิบัติ(Rule of Engagement: ROE) พิเศษในปฏิบัติการร่วมในการลาดตระเวนทางทะเลระหว่างไทยมาเลเซียอินโดนีเซียและสิงคโปร์เพื่อสกัดกั้นและผลักดันการเข้ามาของกลุ่มคนเหล่านี้
๒.๒ร่างระเบียบปฏิบัติประจำ(Standard Operating Procedure: SOP) หรือกฎการปฏิบัติในการปฏิบัติกับชาวโรฮิงญาให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
๒.๓ชี้แจง/อบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจบทบาทหน้าที่และขอบเขตการปฏิบัติงานของตนตามหลักสิทธิมนุษยชนรวมทั้งเคร่งครัดในการปฏิบัติงานตามรปจ.และกฎหมาย
๒.๔ถ่ายรูป/บันทึกภาพการจับกุมและ/หรือการปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญาเพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าไม่มีการทำร้ายร่างกายหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยมีภาคประชาชนหรือองค์กรสิทธิมนุษยชนร่วมดำเนินการภายใต้ข้อกำหนดตามกฏหมายบัญญัติ
๒.๕กำหนดขอบเขตที่พักพิงชั่วคราวที่ชัดเจนดำเนินการขึ้นทะเบียนประวัติเพื่อจะได้ทราบจำนวนและข้อมูลพื้นฐานที่ใช้เป็นประโยชน์ในการส่งกลับประเทศต้นทางอย่างถูกต้องหรือส่งต่อไปยังประเทศที่สามดำเนินการคัดแยกและสืบสวนให้ได้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้เดินทางมาจากภูมิลำเนาใดด้วยวิธีการใดซึ่งจะทำให้ทางการไทยสามารถเจรจากับประเทศที่ต้องรับประชากรของตนกลับภูมิลำเนาได้อาทิพม่าหรือบังกลาเทศและทำให้ประเทศดังกล่าวไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้
๒.๖เพิ่มความเข้มข้นด้านการข่าวเร่งปราบปรามเจ้าหน้าที่และผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายและค้ามนุษย์อย่างจริงจังและเด็ดขาด
๓. การแก้ไขปัญหาในระยะยาว(Restructure)
๓.๑กองทัพควรแสดงจุดยืนและบทบาทการให้การสนับสนุนต่อกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจตลอดจนการเข้าไปมีส่วนร่วมในเวทีการระดมความคิดเห็นซึ่งประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนของสังคมอาทินักวิชาการภาคประชาสังคมตลอดจนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงในปัญหามุสลิมโรฮิงญาทั้งนี้มีปัจจัยแห่งความสำเร็จอยู่ที่การกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนและเพื่อให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
๓.๒ระดมความคิดของนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้านเพื่อให้ข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนำเสนอต่อรัฐบาล
๓.๓ประสานการทำงานระหว่างภาครัฐองค์กรเอกชนอิสระ(NGOs) และสื่อมวลชนเพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีและเกิดความร่วมมือในอีกมิติหนึ่ง
๓.๔เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องเคร่งครัดในการปฏิบัติงานตามรปจ. และกฎหมาย
๓.๕ประชาสัมพันธ์/สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและแนวทางของภาครัฐเพื่อนำไปสู่การประสานความร่วมมือของทุกฝ่ายในการแก้ปัญหาร่วมกัน
๓.๖การแก้ไขปัญหามุสลิมโรฮิงญาควรดำเนินการพร้อมกันใน๓แนวทางกล่าวคือ
- แนวทางที่๑ (Track I) ดำเนินการโดยความริเริ่มของหน่วยงานและเครื่องมือภายใต้การควบคุมของภาครัฐ
- แนวทางที่๒ (Track II) ดำเนินการโดยความริเริ่มของภาควิชาการ
- แนวทางที่๓ (Track III) ดำเนินการโดยภาคประชาสังคม(Civil Society Organization: CSO)

อนึ่งในการดำเนินการของแต่ละแนวทางให้มีการประสานความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐนักวิชาการภาคประชาสังคม NGOs อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องรวมทั้งการแสวงหาความร่วมมือในระดับพหุภาคีเพื่อแบ่งเบาภาระของไทยที่ต้องแบกภาระแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในประเทศกว่า๒ล้านคนทั้งนี้เพื่อให้ได้แนวทางการแก้ปัญหาที่ครอบคลุมในทุกมิติและจากทุกมุมมองของทุกภาคส่วนในสังคมทั้งในระดับชาติและภูมิภาคอย่างแท้จริง

ความขัดแย้งทางสังคม


ความขัดแย้งทางสังคม และความมั่นคงแห่งชาติในมิติใหม่
ปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติมี ๓ ระดับ คือ
1. ระดับความขัดแย้งในขั้นต้น เป็นความขัดแย้งเฉพาะหน้า ที่ต้องประเมินสถานการณ์ว่าจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ และมีทิศทางอย่างไร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ ทหารสามารถเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ได้
2.ระดับความขัดแย้งในเชิงโครงสร้าง เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในระบบต่าง ๆ ของสังคม ซึ่งต้องแก้ปัญหา ที่ระบบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
3.ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากแนวความคิดและการดำเนินวิถีชีวิตที่มีความแตก ต่างกัน ซึ่งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระดับนี้ต้องอาศัยระยะเวลา และต้องให้ความสำคัญกับคนทุกเชื้อชาติและทุกวัน


ผลกระทบต่อประเทศไทย

การที่ชาวโรฮิงญาหลบหนีเขาเมืองโดยผิดกฎหมาย และได้เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยก่อให้เกิดปัญหาและผลกระทบต่อไทยในด้านต่างๆ ดังนี้

๑. ด้านสังคมจิตวิทยา
ชาวมุสลิมโรฮิงญาส่วนใหญ่ลักลอบเข้ามาขายแรงงานในไทย มีจำนวนหนึ่งที่ไปจดทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าเพื่อให้ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในประเทศไทยชั่วคราวแต่อย่างไรก็ตามในอนาคต หากมีการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าชาวมุสลิมโรฮิงญา กลุ่มดังกล่าวจะต้องมีปัญหาเนื่องจากประเทศพม่าจะไม่ยอมรับว่าเป็นบุคคลสัญชาติพม่า ทำให้ต้องตกค้างเป็นผู้หลบหนีเขาเมืองโดยผิดกฎหมายอยู่ในประเทศไทย โดยบุตรหลานของกลุ่มเหล่านี้ จะเป็นเด็กไร้สัญชาติ ก่อให้เกิดปัญหาและภาระด้านสังคมให้กับประเทศไทยมากขึ้น
๒. ด้านความมั่นคง
๒.๑ ชาวมุสลิมโรฮิงญา ที่ลักลอบเข้ามาพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน ส่วนหนึ่งจะมีพฤติการณ์ไปรวมกับกลุ่มผิดกฎหมาย เช่น รวมกับกลุ่มชาวปากีสถานปลอมแปลงเอกสารสำคัญต่างๆ นอกจากนี้ยังมีพฤติการณ์เขาไปเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรม ข้ามชาติหลายรูปแบบ เช่น การค้ามนุษย์ ปลอมแปลงหนังสือเดินทาง การค้าสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด อาวุธสงคราม ตลอดจนการตั้งตัว เป็นผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บค่าคุ้มครองจากผู้ลักลอบเข้าเมือง
๒.๒ เกิดขบวนการนำพาชาวมุสลิมโรฮิงญาจากพม่าเข้าไทย และขบวนการนำพาชาวมุสลิมโรฮิงญาจากไทยไปมาเลเซีย หรือกลุ่มประเทศมุสลิม
๒.๓ มีการจัดตั้งกลุ่ม 
Burmese Rohingya Association in Thailand (BRAT) เคลื่อนไหวในไทย เพื่อเรียกร้องสิทธิสถานะอยู่ในประเทศไทย
๒.๔ กลุ่ม 
RSO มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มTaliban และนาย Osama bin Laden 

โดยการรับความช่วยเหลือด้านเงินทุนและการฝึกทางทหาร เป็นสิ่งบอกเหตุที่สำคัญและมีความสอดคล้องกับแนวทางการจัดตั้งโลกมุสลิม(
Muslim World) ขึ้นมาใหม่ ดังนั้นมุสลิมโรฮิงญาในประเทศไทยบางส่วนเป็นมุสลิมหัวรุนแรง
๓. ปัญหาด้านเศรษฐกิจ
เนื่องจากแรงงานในภาคอุตสาหกรรม หรือเกษตรกรรมบางประเภท เช่น การประมง กิจการต่อเนื่องจากการประมง การเกษตร แรงงานไทยทั้งในและนอกพื้นที่ไม่ยอมทำงานประเภทดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้แรงงานต่างด้าว ประกอบกับแรงงานต่างด้าวเป็นแรงงานราคาถูก ทำงานคุ้มค่ามากกว่าแรงงานไทย จึงเป็นแรงผลักดันใหม่การใช้แรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่จำนวนคนไทยว่างงานมีเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนจะส่งผลกระทบต่ออัตราค่าแรงพื้นฐาน
๔. ปัญหาด้านสาธารณสุข
ชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเข้ามาใช้แรงงานในประเทศไทย อาจเป็นพาหะนำพาโรคติดต่อร้ายแรงมาสู่คนไทย เช่น โรคมาเลเรีย โรคเท้าช้างซึ่งทางการต้องเสียงบประมาณด้านสาธารณสุขจำนวนมากในการป้องกันโรคติดต่อ และการดูแลช่วยเหลือแรงงานดังกล่าวตามหลักสิทธิมนุษยธรรม
๕. ปัญหาด้านภาพลักษณ์ของไทยในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า เจ้าหน้าที่ยามฝั่งของประเทศอินเดียได้ให้การช่วยเหลือผู้อพยพชาว
โรฮิงญากว่าร้อยคนที่พยายามว่ายน้ำเข้าหาฝั่งซึ่งทั้งหมดอยู่ในสภาพที่อิดโรยและขาดน้ำอย่างรุนแรง โดยกลุ่มผู้อพยพได้ เล่าให้ฟังว่า พวกตนได้จ่ายเงินให้นายหน้าพาขึ้นเรือ เดินทางหลบหนีเข้าไปในประเทศไทย เพราะต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่กลับถูกทหารไทยควบคุมตัวแล้วบังคับให้ขึ้นเรือกลับประเทศของตนด้วยเรือที่ไม่มีเครื่องยนต์ปล่อยให้ลอยอยู่กลางทะเลด้วยอาหารและน้ำจำนวนเล็กน้อย(เป็นคำกล่าวอ้างของผู้หลบหนีชาวโรฮงญา) ผู้อพยพกล่าวอ้างว่าการกระทำดังกล่าวของประเทศไทยส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปนับร้อยศพ เนื่องจากอดอาหารอยกลางทะเล ส่งผลให้นานาชาติตลอดจนถึงองค์กรต่างๆโดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชน ออกมากล่าวหาว่าไทยกระทำการไร้ ซึ่งมนุษยธรรม

ประวัติของชาวโรฮิงญา


ประวัติของชาวโรฮิงญา

โรฮิงญา เป็นกลุ่มชนบริเวณชายแดนฝั่งพม่าที่พูดภาษาจิตตะกอง-เบงกาลี และนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธสถานภาพพลเมืองของชาวโรฮิงยา ส่งผลให้มีชาวโรฮิงยาจำนวนมากต้องอพยพลี้ภัยไปยังประเทศอื่นเพื่อแสวงหา ชีวิตที่ดีกว่า
มักมีคนเข้าใจผิดว่าอาระกันกับโรฮิงญาคือคนกลุ่มเดียวกัน จริงๆแล้วชาวอาระกันและชาวโรฮินยาเป็นคนละกลุ่มกัน ชาว อาระกันมาจากรัฐอาระกันหรือรัฐยะไข่ของพม่า ส่วนชาวโรฮินยาหรือโรฮิงญามาจากเมืองจิดตะกองของบังกลาเทศ ทั้งสองกลุ่มเป็นพวกเชื้อสายเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ต่างกันที่สัญชาติเพราะอยู่คนละประเทศ แต่นับถือศาสนาเดียวกันคือ อิสลาม แต่โดยส่วนใหญ่แล้วชาวโรฮิงญาแล้วจะอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐอะรากัน (ยะไข่) ในตอนเหนือของประเทศพม่าติดกับชายแดนประเทศบังกลาเทศ มากกว่าอาศัยอยู่ในบังคลาเทศ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง Maungdaw, Buthidaung, Rathedaung, Akyab และ Kyauktaw
ตั้งแต่แรกเริ่มเป็นต้นมา ประเทศพม่ามองว่าพวกโรฮิงญาไม่มีความจงรักภักดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาวโรฮิงญาบางคนต้องการสร้างรัฐอิสระขึ้นทางอะรากันตอน เหนือ และผนวกเข้ากับปากีสถาน
พม่าไม่ยอมรับว่าโรฮิงญาเป็นพลเมือง และในปี พ.ศ. 2491 กองทหารพม่าออกปฏิบัติการกวาดล้างพวกนี้ หมู่บ้านหลายร้อยแห่ง “ถูกเผาและคนหลายพันคนถูกฆ่า ทำให้มีผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลอพยพหนีไปยังบริเวณที่เป็นปากีสถานในขณะนั้น” (Yunus 1995:3) และ นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เจ้าหน้าที่ทางการพม่าพยายามจะข่มขวัญและขับไล่ พวกโรฮิงญาในครั้งต่อ ๆ มาอีก ทำให้ผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้าสู่ปากีสถานและต่อด้วยบังคลาเทศระลอกแล้วระลอกเล่า
ในมุมมองของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ชาวโรฮิงยาส์เป็นประชาชนที่ "ลี้ภัยอย่างผิดกฎหมาย" และอพยพมากจากประเทศบังกลาเทศในสมัยที่พม่าตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของจักรวรรดินิยมอังกฤษ ดังนั้นด้วยทัศนคติเช่นนี้ของรัฐบาลเผด็จการพม่าทำให้ประชาชนชาวโรฮิงยาส์ไม่ได้รับการรวมเข้าไปในกลุ่มชนพื้นเมือง (Indigenous groups) ในรัฐธรรมนูญพม่า ส่งผลให้ไม่ได้รับสัญชาติพม่า
ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ทางการที่นั่นต้อนรับพวกโรฮิงญาในฐานะเป็นโมฮาเจียร์ (ผู้ลี้ภัยอิสลาม) และตามรายงานข่าวทางการได้วางแผนจะสร้างหมู่บ้านตัวอย่างที่เหมือนไร่นา สหกรณ์แบบรัสเซียให้กับคนพวกนี้ (“Chottograme”1949) แผนการนี้ไม่ได้กลายเป็นรูปธรรมขึ้นมา และต่อมาอีกไม่นานโรฮิงญาก็ได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นคนต่างด้าว
ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญากว่า 250,000 คน อาศัยอยู่ในบังคลาเทศในค่ายที่สหประชาชาติดูแลอยู่ในแถบบริเวณชายแดน บางคนกลับไปพม่าในเวลาต่อมา บางคนหลอมรวมเข้ากับสังคมบังคลาเทศ และประมาณ 20,000 คน ยังอาศัยอยู่ในค่ายใกล้กับเท็คนาฟ อย่างน้อยอีก 100,000 คน อาศัยอยู่นอกค่าย และทางการบังคลาเทศพิจารณาว่าเป็นผู้ลี้ภัยที่ผิดกฎหมาย ในปี พ.ศ. 2542 ชาวโรฮิงญากลุ่มนี้อย่างน้อย 1,700 คน ติดคุกในบังคลาเทศด้วยข้อหาข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย (UNHCR 1997:254; “Twenty-five” 1999)
ผู้ลี้ภัยโรฮิงญาที่ยากจนไร้สัญชาติจำนวนมากจึงอพยพไปสู่เมืองใหญ่ในบังคลาเทศ มาเลเซีย ปากีสถาน และเดินทางต่อไป ซึ่งประเทศแถบอ่าวเปอร์เชียที่ซึ่งเชื่อกันว่ามีคนกลุ่มนี้กว่า 200,000 คนอาศัยอยู่ในช่วงทศวรรษ 1990 (Lintner 1993; Human Rights Watch 2000) ชาวโรฮิงญาบางคนได้รับความช่วยเหลือจากองค์การอิสลามต่าง ๆ และเข้าร่วมการต่อสู้ในอัฟกานิสถานโดยต้องทำหน้าที่เสี่ยงภัยที่สุดใน สมรภูมิรบ กวาดล้างกับระเบิดและแบกสัมภาระ (Lintner 2002) ดังนั้นการที่ประเทศพม่าไม่ไว้ใจชุมชนชายแดนจึงนำไปสู่การพลัดถิ่นข้ามชาติ อย่างรวดเร็วและทำให้ปัจจุบันมีชุมชนอินเตอร์เน็ต และแหล่งข่าวข่าวของโรฮิงญาเองเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
สาเหตุที่โรฮิงญาไม่สามารถอยู่ในประเทศของตนเองได้ และส่งกลับไปก็จะหนีออกมาอีก
ชาวโรฮิงยาส่วนใหญ่ยังคงถูกปฏิเสธสิทธิในสัญชาติภายใต้กฎหมายพลเมืองพม่าปี 2525 พวกเขาอาศัยอยู่ในรัฐระไข่ห์ ตอนเหนือ ซึ่งยังคงต้องขออนุญาตและชำระค่าธรรมเนียมเพื่อออกจากหมู่บ้าน เรื่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการค้าขายและแสวงหางานทำ นอกจากนั้นพวกเขามักจะถูกบังคับให้เป็นแรงงานอีกด้วย
ชาวมุสลิมโรฮิงยายังถูกจำกัดสิทธิพลเมืองอีกหลายประการ ได้แก่ ไม่มีอิสระในการเดินทาง การบังคับเก็บภาษี การยึดที่ดินและบังคับย้ายถิ่น การขัดขวางการเข้าถึงด้านสาธารณสุข ที่พักอาศัยและอาหารไม่เพียงพอ การบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งมีข้อจำกัดในการสมรส ซึ่งส่งผลให้ชาวมุสลิมโรฮิงยาหลายพันคนอพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคซับซ้อน
"ผมกลับไปที่ประเทศพม่าไม่ได้ ถ้ากลับไปผมต้องโดนฆ่าแน่ แต่ตอนนี้ อยู่ที่นี้ผมก็ไม่มีเอกสารที่แสดงสถานะถูกต้องทางกฎหมาย" - ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส์ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
จากข้อมูลของป้องกันจังหวัดระนอง ระบุว่า ชาวโรฮิงญา เริ่มอพยพเข้าประเทศไทยทางด้านจังหวัดระนองครั้งแรกเมื่อปี 2548 แต่ยังไม่มีการบันทึกสถิติไว้
ต่อมาในปี 2549 มีการจับกุมได้ 1,225 คน
ปี 2550 จับกุม 2,763 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2549 คิดเป็น 125%
และล่าสุดปี 2551 จับกุม 4,886 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 คิดเป็น 77%
ซึ่งยังไม่รวมที่เล็ดลอด ไปได้ และข้อมูลของจังหวัดอื่น ๆ ในจังหวัดแถบชายฝั่งอันดามันซึ่งมีการจับกุมอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
รัฐไทยมักจะเชื่อมโยงกลุ่ม “โรฮิงญา” เข้ากับกลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้